ส่วนที่ 5 | ความเป็นไปในเอกภพ


วัตถุท้องฟ้าในกาแลคซี่ทางช้างเผือก ( Stellar Objects in Our Galaxy )
กระจุกดาวลูกไก่ (The Pleiades)
           เป็นกระจุกดาวเปิด ซึ่งดาวฤกษ์ จำนวนหลายร้อยดวง อยู่กันหลวม ๆ อายุราว 100 ล้านปี อยู่ห่างออกไป 400 ปีแสง ในทิศทางของกลุ่มดาววัว ก๊าซและฝุ่น ที่ห่อหุ้มดาวฤกษ์ร้อนจัด สีน้ำเงิน สะท้อนแสงดาวฤกษ์เปล่งแสงสว่าง เรืองรองขึ้นมา
กระจุกดาวทรงกลมNGC 6205 (M13)
          เป็นกระจุกดาวปิด ทรงกลม มีดาวฤกษ์ประมาณ ล้านดวงโคจรรอบ จุดศูนย์กลางของมวลร่วมกัน อยู่ไกล ออกไป 22,500 ปีแสง ในทิศทางของกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิส
เนบิวล่าสว่างใหญ่ (The Great Nebula in Orion,
M42 หรือ NGC 1976)

           เป็นกลุ่มก๊าซและฝุ่นขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งกำเนิด ของดาวฤกษ์ อยู่ไกลออกไป 1,500 ปีแสง ในทิศทาง ของกลุ่มดาวนายพรานโอไรออน หรือกลุ่มดาวเต่าของไทย มีกระจุกดาวฤกษ์ 4 ดวง (Trapezium) อุณหภูมิสูง มากอยู่ภายใน แผ่รังสีอัลตราไวโอเลตกระตุ้น ให้ก๊าซและฝุ่น เรืองแสงสว่างขึ้น
เนบิวล่ามืดหัวม้า (The horsehead Nebula , NGC 2024)
           เป็นกลุ่มก๊าซ และฝุ่นรวมตัวกันหนาทึบ ภายใต้ แรงโน้มถ่วงสูง จนบดบัง แสงดาวฤกษ์ที่อยู่เบื้องหลัง จึงเห็น เป็นบริเวณมืด ในทิศทางของ กลุ่มดาว นายพรานไอโอรอน หรือกลุ่มดาวเต่าของไทย เนบิวลามืด เป็นระยะแรกเริ่ม ของการรวมกลุ่มก้อนก๊าซ และฝุ่นที่เกิดเป็น ดาวฤกษ์ใหม่ต่อไป
 เนบิวลามืดงวงช้าง
           เป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มก๊าซและฝุ่นหนาทึบ ขนาดมหึมา มีดาวฤกษ์เกิดใหม่ มากมายอยู่ ภายในดาวฤกษ์ และกลุ่มฝุ่นก๊าซ แห่งนี้ มีอายุเพียง 2-3 ล้านปีเท่านั้น
 เนบิวลาผ้าคลุมไหล่
           เป็นส่วนโค้งของ ฟองระเบิดใหญ่ ซึ่งเป็นซากดาว ระเบิด อายุเก่าแก่ ประมาณ 50,000 ปี ยังคงขยายตัวออกด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อวินาที อยู่ห่างออกไปราว ปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาวหงส์
 เนบิวลาปู
           เป็นซากเหลือจากการระเบิดของดาวฤกษ์ในปี ค.ศ. 1054 อยู่ห่างออกไป 6,300 ปีแสง ในทิศทางของกลุ่มดาววัว เป็นแหล่งกำเนิด คลื่นวิทยุและรังสีเอกซ์ เปล่งแสงสว่าง เป็นคาบจังหวะ เกิดจากพัลซาร์หรือ ดาวนิวตรอน ที่อยู่ภายในหมุนรอบตัวเอง 30 รอบใน 1 วินาที
     เนบิวลาดาวเคราะห์เฮลิกซ์
          เป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ที่อยู่ไกล้ที่สุด อยู่ห่างออกไปราว 400 ปีแสง ในทิศทางของ กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ ดาวฤกษ์ สีน้ำเงินที่ศูนย์กลาง ยังคงแผ่วงแหวน ก๊าซไฮโดรเจนออก ด้วยความเร็ว 50 กิโลเมตร ต่อวินาที

กาแล็กซี่บริวาร
          กาแล็กซีทางช้างเผือกมีบริวารเล็ก ๆ 2 แห่งมองเห็นด้วยตาเปล่าในท้องฟ้าซีกใต้ คล้ายเมฆสว่างเรือง เป็นกาแลคซีแคระไม่มีรูปทรง อยู่ห่างจากกาแลคซีทางช้างเผือกประมาณ 162,500 ปีแสง พบร่องรอยของ กาแลคซีทางช้างเผือกกำลังดึงลากกาแลคซีบริวารทั้งสอง และเชื่อว่ากาแล็กซี่แม่คงจะกลืนกาแล็กซีทั้งสอง ในวันหนึ่ง

กาแลคซีกลุ่มพวกเรา ( Local Group )
          กาแล็กซีส่วนใหญ่ปรากฏอยู่รวมกันเป็นกระจุก แต่ละกระจุกมีสมาชิกมากน้อยต่างกัน กาแล็กซีทางช้างเผือก เป็นสมาชิกหนึ่งในกลุ่มกาแล็กซีจำนวน 24 แห่ง เรียกว่า กลุ่มพวกเรา ซึ่งมีกาแล็กซีขนาดใหญ่ รูปก้นหอย 3 แห่ง คือ กาแล็กซีทางช้างเผือก แอนโดรเมดา (M31) และ M33 นอกนั้นเป็นกาแล็กซีรูปกลมรีและชนิดไม่มีรูปทรง

กาแล็กซีแอนโดรเมดา
          เป็นกาแล็กซีเพื่อนบ้านรูปก้นหอยคล้ายกับกาแล็กซีทางช้างเผือก แต่มีขนาดใหญ่กว่า อยู่ห่างออกไปราว 2,200,000 ปีแสง ในทิศทางของกลุ่มดาวแอนโดรเมดา

กาแล็กซี M33
          เป็นกาแล็กซีเพื่อนบ้านรูปก้นหอย อยู่ห่างออกไป 3,600,000 ปีแสง ในทิศทางของ กลุ่มดาวสามเหลี่ยม

กาแล็กซี่ไกลสุดขอบจักรวาล
          หากทฤษฎีเอกภพขยายตัวเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่นแสง จากสีน้ำเงินเป็นสีแดง ขณะที่กาแล็กซี กำลังเคลื่อนที่ออกไป ทำให้เห็นกาแล็กซีหลายแห่งอยู่ไกลที่สุด เท่าที่เคยเห็นกันมา และยังอธิบายถึง ประวัติศาสตร์ยุกต้น ของเอกภพขณะอายุน้อยกว่า 1 พันล้านปีได้

ดาวฤกษ์เกิดใหม่ใจกลางกาแล็กซี
          กาแล็กซีรูปก้นหอย NGC 253 อยู่ห่างออกไปราว 8 ล้านปีแสง ในทิศทางของ กลุ่มดาวช่างแกะสลัก เป็นกาแล็กซีที่มีฝุ่นหนาทึบมากที่สุด จากภาพขยายพื้นที่กว้างราว 1,000 ปีแสง พบดาวฤกษ์เกิดใหม่ จำนวนมากมาย อยู่ท่ามกลางกลุ่มฝุ่นก๊าซร้อนบดบังไว้

กาแล็กซี่:บ้านของหลุมดำ
          กาแล็กซีเกือบทุกแห่งมีหลุมดำอยู่ทั่วไปเป็นเรื่องปกติและมวลของหลุมดำเป็นสัดส่วนโดยตรงกับมวลของกาแล็กซี กล่าวคือ กาแล็กซีขนาดเล็กมีหลุมดำมวลต่ำ ขณะที่กาแล็กซีขนาดใหญ่มีหลุมดำมวลสูง พบหลุมดำมวลสูง ในใจกลาง กาแล็กซี NGC 3377,NGC 3379 และยังพบด้วยว่า NGC 4486 B มีนิวเคลียสคู่

ดาวระเบิด ( Stellar Explosion )
          ซุปเปอร์โนวา 1987 เอ เป็นซากของดาวระเบิด อยู่ห่างออกไป 169,000 ปีแสง ในกาแล็กซีแคระแมกเจลแลนใหญ่ สันนิษฐานว่า ดาวฤกษ์ตรงใจกลาง มีมวลสูงมาก เมื่อมีวิวัฒนาการ มาเป็นดาวยักษ์สีแดง ในบั้นปลายของอายุขัย เกิดระเบิดรุนแรง สาดเนื้อสาร ออกสู่อวกาศ โดยรอบด้วยอุณหภูมิและความเร็วสูง ครั้นเมื่อดาวฤกษ์มีวิวัฒนาการ กลายเป็นดาวยักษ์สีน้ำเงิน ในช่วงแสนปีสุดท้าย ดาวฤกษ์ระเบิดสาดกระจายเนื้อสารออกมา ด้วยอุณหภูมิ และความเร็วสูงกว่า จึงเคลื่อนที่ปะทะกับเนื้อสารเดิม ที่ระเบิดออกมาจากสมัย เมื่อดาวยักษ์แดง ซึ่งเคลื่อนที่ช้ากว่า เกิดเป็นวงแหวนหลายวง